หมอกสีจางกับน้ำค้างสีชมพู

เรื่องสั้นละอองฝัน # 1

Laoongfun ละอองฝัน 1 : SaimingSainan.wordpress.com

งานเขียนของ ณัฎฐณิชา อุดร  (ม.6/3) ศรีสะเกษวิทยาลัย

แสงอาทิตย์ส่องสะท้อนเข้ามาในหน้าต่าง สายหมอกลอยผ่านเข้ามาทักทาย สายลมพัดโชยมาเล็กน้อย ส่งลมหนาวลอยมาเยือน อากาศเย็นปะทะเข้ากับใบหน้าของเธอจนทำให้เธอสะดุ้งตื่นขึ้นมา เธอบิดขี้เกียจเล็กน้อยและมองไปที่หน้าต่างที่เธอเปิดไว้ตั้งแต่ตอนกลางคืน เพราะอยากสัมผัสกับอากาศเย็นจากไอฝนที่ตกลงมา ก่อนจะมองลอดผ่านผ้าม่านที่พัดปลิวไหวและตกใจ

“นี่แสงแรกของวันนี้หนิ” เธอพูด ก่อนจะลุกออกจากเตียงอย่างไวเดินไปหยิบเสื้อกันหนาวที่พาดอยู่บนเก้าอี้และรีบสวมใส่อย่างรวดเร็ว ก่อนจะวิ่งไปเปิดประตูระเบียงที่ทอดยาวจนมองเห็นวิวได้อย่างสุดลูกหูลูกตา เธอกางขาออกรับลมหนาวและแสงไออุ่นจากพระอาทิตย์

“รอมาตั้งนาน วันนี้ต้องเป็นวันที่ดีแน่ๆ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูตื่นเต้น กลับเข้าไปในห้องพัก แล้วเก็บที่นอนให้เรียบร้อย ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาค้นหาสถานที่เที่ยวในจังหวัดเชียงราย เธอเลื่อนดูไปเรื่อยๆ จนไปสะดุดตาเข้ากับสถานที่แห่งหนึ่ง ดอยปางขอน แล้วเลื่อนดูข้อมูลไปเรื่อยๆ

“ที่เชียงรายมีดอกพญาเสือโคร่งด้วยเหรอ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่สงสัย วางโทรศัพท์ลงและหยิบผ้าเช็ดตัวเข้าไปในห้องน้ำ ค่อยๆ ถอดเสื้อผ้าทีละชิ้นและราดน้ำลงบนตัวก่อนจะร้องเสียงลั่น

“อ๊ากกก น้ำเย็นมากจะอาบน้ำได้ไหมเนี่ย” แล้วเธอก็ต้องจำใจอาบน้ำต่อไป หลังจากเธอแต่งตัวเสร็จ จัดกระเป๋าเสร็จแล้วเธอก็ลงไปหาป้าเจ้าของที่พักเพื่อขอยืมรถมอเตอร์ไซค์

“ป้าคะ มาขอยืมรถมอเตอร์ไซค์ค่ะ” เธอพูดพร้อมยิ้มหน้าแป้น

  ป้าเลื่อนลิ้นชักออกมา ก่อนจะหยิบกุญแจที่เรียงกันเป็นดอกในกล่อง แล้วยื่นให้กับเธอ

“นี่จ้ะ แล้ววันนี้จะไปแอ่วไหนก๊ะ” ป้าถามพร้อมส่งยิ้มให้

“ว่าจะไปดอยปางขอนค่ะ เพิ่งหาเจอเมื่อเช้านี่เอง” เธอตอบ

“ขับรถดีๆ หนา แล้วป๊ะกั่นวันพู้กเน้อ” ป้าพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูเป็นห่วง

“ค่ะป้า ไปก่อนนะคะ” เธอโบกมือลา แล้วเธอก็สตาร์ทรถขับออกไป

 ทั้งสองข้างทางมีภูเขารายล้อม ต้นไม้ใบหญ้าขึ้นเขียวขจีไปหมด เมฆหมอกสีขาวลอยต่ำผ่านตา ลมพัดผ่านเย็นสบายชื่นใจ บนถนนรถราวิ่งสลับไปมา เส้นทางคดโค้งชวนพะวง

  เธอเดินทางมาถึงเที่ยงพอดี เธอเลยคิดว่าจะไปหาทานข้าวก่อน ค่อยไปติดต่อที่พักในหมู่บ้านของชาวบ้านที่นี่ เธอเดินไปเรื่อยๆ จนไปเจอร้านกาแฟร้านหนึ่ง กลิ่นคั่วกาแฟหอมโชย ลอยมาเตะจมูกเธอ เธอเดินเข้าไปในร้านแล้วใช้สายตากวาดหาที่นั่ง ที่นั่งเต็มหมดเลย แต่ไม่เป็นไรสั่งไปนั่งทานที่อื่นก็ได้

“เอ่อ คุณครับถ้าไม่รังเกียจนั่งที่ผมก็ได้นะครับ ผมจะลุกไปแล้ว”     ชายคนหนึ่งพูด เธอหันไปตามเสียงที่พูด ก่อนจะพบว่าเป็นชายที่นั่งอยู่ข้างหลังเธอ เธอผงกหัวเล็กน้อยเป็นเชิงการขอบคุณ เธอเลื่อนเก้าอี้ออกแล้วค่อยๆ นั่งลง

“ขอบคุณนะคะสำหรับที่นั่ง” เธอกล่าวขอบคุณและยิ้มเล็กน้อย

“ไม่เป็นไรครับ ที่นี่กาแฟอร่อยคนเยอะเป็นปกติครับ ต้องแชร์ที่นั่งกัน” เขาพูดและหัวเราะเบาๆ

“อ๋อใช่ค่ะ ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องกาแฟหนิคะ ชาวบ้านเขาปลูกและเก็บกาแฟเองใช่ไหมคะ” เธอถาม

“ใช่ครับ ถึงได้กาแฟคุณภาพดีแบบนี้ไงครับ” เขาพูดและชูแก้วกาแฟขึ้นมา

  หลังจากคุยกับเขาได้ไม่นาน เธอก็ต้องขอตัวออกเดินทางต่อเพราะจากที่นี่ไปในหมู่บ้านก็ไกลพอสมควร แต่อยู่ๆ เขาก็อาสาจะพาเที่ยวเอง เขาบอกเธอว่าเขาเป็นคนที่นี่ โตที่นี่ แต่ไปทำงานในเมือง เสาร์ อาทิตย์เขาจะกลับมาบ้านมารับสอนพิเศษเด็กและเป็นไกด์นำเที่ยว เธอได้ยินแบบนั้นก็รีบตัดสินใจจ้างเขาทันที แต่เขาบอกว่าเขาไม่รับค่าจ้างเพราะเขาทำเป็นงานอดิเรกเฉยๆ แล้วเราทั้งคู่ก็เดินออกจากร้านพร้อมกัน

“ฉันขับรถมอเตอร์ไซค์มาค่ะ” เธอบอกเขาและชี้ไปที่รถของเธอ

เขามองและหัวเราะ ก่อนจะชี้ไปมอเซอร์ไซค์ของเขา

“ผมก็ขับมาเหมือนกันครับ” เขาบอก และเราก็หัวเราะลั่นกันทั้งคู่

“เดี๋ยวผมช่วยถือครับ” เขายิ้มแล้วหยิบกระเป๋าออกไป

  เขาสตาร์ทรถแล้วขับออกไป เธอก็ขับตามเขาไป เขาขับอย่างช้าๆ เพราะกลัวเธอจะขับตามไม่ทัน เธอขับไปอมยิ้มไป เธอรู้สึกว่าคนแปลกหน้าคนนี้จะกลายเป็นคนที่เธออยากรู้จักแล้วสิ

  เขาขับรถมาจอดที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง ก่อนจะตะโกนเรียกหาคนในบ้าน แล้วก็มีคุณยายกำลังเคี้ยวหมากเดินออกมา พร้อมกับบ่นพึมพรำ ก่อนจะเพ่งสายตามองมาที่เราสองคน

“มาจ๊ะได บ่าบอกล่วงหน้าเลยเน้อ” คุณยายพูดแล้วมองหน้าเขา

“สูมาเต๊อะเจ้า หว่างนี้บ่าว่างเลย” เขาพูดแล้วเดินเข้าไปกอดแขนคุณยาย

“แล้วแม่หญิงผู้นี้เป๋นไผก๊ะ” คุณยายถามแล้วหันหน้ามามองเธอ

“เป๋นลูกค้า เปิ้นจะมาพักตี้นี่เจ้า” เขาตอบคุณยาย

“เอ้าเจิ้นๆยินดีๆหนำเน้อลูก” คุณยายพูดแล้วยิ้มให้เธอ

“ค่ะ สวัสดีค่ะคุณยาย” เธอยกมือไหว้คุณยาย

  แล้วเขาก็เดินนำเธอพาไปที่ห้องพัก ระหว่างทางเดินมีรูปครอบครัวของเขาและรูปของแขกที่เคยมาพักที่นี่ติดเต็มผนังไปหมด เธอกวาดสายตามองไปทั่วก่อนจะสะดุดตาเข้ากับกรอบรูปใบหนึ่ง เป็นรูปของเขาที่ถ่ายกับผู้หญิงคนหนึ่ง ในรูปพวกเขาดูยิ้มแย้มมีความสุขกัน เธอยืนมองรูปใบนี้และคิดในใจผู้หญิงคนนี้คือใครกัน แล้วทำไมต้องเอารูปมาติดไว้ด้วย หรือเธอจะเป็นแฟนของเขานะ เธอสะดุ้งเฮือกเมื่อมีเสียงใครสักคนปลุกเธอให้ตื่นจากห้วงของความคิด

“คุณ ถึงห้องแล้วครับ” เขาสะกิดไหล่

“อ๋อๆ ค่ะ” เธอพยักหน้าตอบเขา

“เดี๋ยวผมลงไปรอข้างล่างนะครับ” เขายิ้มให้เธอแล้วเดินออกไป

  เธอเปิดประตูเข้ามาแล้วเดินเข้าไปในห้อง ก่อนจะวางกระเป๋าลงบนเตียงแล้วทิ้งตัวลงนอน เธอลุกขึ้นมาก่อนจะนึกจะได้ว่าเธอมีเวลาไม่มาก เธอจึงรีบเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตาให้เรียบร้อย ก่อนจะลงไปเจอเขาที่ข้างล่าง เธอเดินออกมาถึงหน้าบ้าน เห็นเขายืนค้ำมอเตอร์ไซค์รอเธออยู่ เธอรู้สึกผิดเล็กน้อยที่ปล่อยให้เขารอนาน จึงรีบเดินไปหาเขา 

“ฉันขอโทษนะคะ ที่ปล่อยให้คุณรอนาน พอดีฉันเผลอหลับไปแป๊บเดียวค่ะ” เธอบอกเขาด้วยน้ำเสียงที่รู้สึกผิด

“ไม่เป็นไรครับ จากที่นี่ไปไม่ไกลหรอกครับ” เขาพูดแล้วหัวเราะออกมา

“คุณหัวเราะอะไรคะ” เธอทำหน้าตาสงสัย

“ก็หน้าคุณดูกังวลมาก ทำหน้าตาแบบนี้ไม่สวยเลยนะครับ” เขาชะงักก่อนจะรู้ว่าตัวเองพูดอะไรออกไปแล้วรีบตัดบทสนทนาทันที

“นี่ครับ ใส่ไว้เพื่อความปลอดภัย” เขายื่นหมวกกันน็อคให้เธอ

  เธอรับหมวกกันน็อคจากเขาอย่างงงๆ ก่อนจะสวมลงบนศีรษะ เธอก้าวขาขึ้นรถและเขยิบก้นนั่งให้พอดี แล้วเขาก็สตาร์ทรถขับออกไป ทางไปดอยเป็นถนนซีเมนต์จึงทำให้ขับได้อย่างสบาย 

  ทั้งสองข้างทาง มีสวนลูกท้อเต็มไปหมด ออกดอกสีชมพูเต็มต้นในช่วงหน้านี้ มีสวนกาแฟอาราบิก้าที่ติดผลแดงเต็มต้น รอการเก็บเกี่ยว ที่นี่เป็นป่าดิบเขาหมอกปกคลุมเกือบทั้งปี ไม่ต้องกลัวว่ามาเที่ยวแล้วจะน่าเบื่อ 

  เราขับรถเข้าไปถึงสถานีฯตอนบ่ายโมงพอดี ที่นี่มีต้นไม้ใหญ่ต้นไม้เล็กคอยให้ร่มเงา มีเสียงสิงสาราสัตว์พากันส่งเสียงร้องเหมือนกำลังต้อนรับนักท่องเที่ยว เวลานี้นักท่องเที่ยวยังไม่ค่อยเยอะนักเพราะเป็นเวลาหลังเที่ยง แต่อีกไม่นานนักท่องเที่ยวก็จะทยอยกันขึ้นมา 

  แล้วเขาก็พาเธอเดินไปดูดอกพญาเสือโคร่ง ที่ออกดอกบานสะพรั่งเต็มต้น เธอเห็นแล้วเธอดีใจมากรีบยกกล้องขึ้นมาถ่ายเก็บภาพไว้ “พญาเสือโคร่งที่เชียงรายกับชายคนหนึ่ง” เขาบอกกับเธอว่า จะพาไปดูเสาทวนสัญญาณวิทยุที่กองทัพญี่ปุ่น ได้มาตั้งไว้เมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง สถานที่แห่งหนึ่งตั้งอยู่บนยอดดอยต้องเดินทางเท้าขึ้นไป ซึ่งก็ใช้เวลานานในการเดินทางเพราะเดินทางชัน ต้องเดินอย่างระมัดระวัง แล้วเราก็เดินมาถึงยอดดอย พอเธอได้เห็นภาพตรงหน้าจากที่หอบอย่างเหน็ดเหนื่อย กลายเป็นว่าเธออุทานออกมาอย่างเสียงดัง จนเขาต้องเอามือมาป้องปากเธอไว้ 

“โอ้ มาย ก็อด” เธออุทานออกมาอย่างเสียงดัง

“ชู่ววว คุณอย่าเสียงดังสิครับ คุณ!!” เขาเอามือมาป้องปากเธอไว้

เธอตกใจจนสะดุ้งก่อนจะหันหน้าไปมองเขา สายตาเขาทั้งสองจ้องมองกันสักพัก ก่อนที่เธอจะผลักมือเขาออก แล้วหลบสายตาไม่มองหน้าเขา หัวใจเธอเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ หน้าเริ่มแดงทำตัวไม่ปกติ จนเขาเริ่มผิดสังเกตจึงมองเธอ มองไปที่ใบหน้าเธอ เอ๊ะ ทำไมหน้าเธอถึงแดงจัง หรืออากาศจะร้อนนะแต่วันนี้ไม่มีแดดเลยนะ เธอเป็นอะไรของเธอ เธอก้มหน้าอยู่สักพักและรู้สึกว่าตัวเองกำลังโดนจ้องอยู่ จึงเงยหน้าขึ้นมองหน้าเขา เขายกคิ้วขึ้นและมองหน้าเธอ ต่างฝ่ายต่างมองหน้ากันจนเธอละสายตาจากเขา มองไปเห็นต้นพญาเสือโคร่งต้นหนึ่งที่อยู่ข้างหลังเขา ตรงนั้นมีที่นั่งใต้ต้นไม้ด้วย เธอคิดในใจทำไมสถานที่ตรงนี้คุ้นๆเหมือนเคยเห็นในที่ไหนเลย อ๋อ รูปใบนั้น ทำไมมันบังเอิญจังเลยนะ เขาหันหลังไปตามสายตาของเธอ ก่อนจะพบว่ามันเคยเป็นสถานที่แห่งความทรงจำของเขากับผู้หญิงคนนั้น 

“คุณมีอะไรหรือเปล่าครับ เห็นจ้องมองตรงนั้นซะนาน” เขาถามเธอด้วยความสงสัย

“ฉันอยากไปนั่งถ่ายรูปตรงนั้นค่ะ ไปได้ไหมคะ” เธอบอกความต้องการของเธอ ก่อนจะเดินย่างกรายไปที่ตรงนั้น

เขากำลังอ้าปากจะเรียกเธอแต่เธอก็เดินนำลิ่วไปแล้ว ยิ่งเดินเข้ามาใกล้ๆ ก็เห็นดอกพญาเสือโคร่งออกดอกชูช่ออย่างสวยงาม ยื่นดอกรับแสงแดดใน ยามบ่าย เธอกำลังจะยื่นมือไปจับดอกไม้แต่ก็มีเสียงห้ามแทรกขึ้นมาซะก่อน

“อ๊ะ เด็ดไม่ได้นะครับ ปล่อยให้มันสวยตามธรรมชาติเหอะ” เขาพูดและมองตาเธอเหมือนรู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่

“ต้นไม้ต้นนี้มีความสำคัญกับผมมากเลยนะ ผมโตกับมันมาตั้งแต่เด็กๆ ที่ตรงนี้มีทั้งความสุข ความทุกข์ และและความโศกเศร้า” เธอได้ยินแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย

แล้วก็เขาก็เริ่มเล่าเกี่ยวกับต้นไม้ต้นนี้ให้เธอฟัง ตอนเด็กๆ แม่ของเขามักจะพาเขามานั่งเล่นที่ใต้ต้นไม้ต้นนี้ แม่ของเขาชอบดอกพญาเสือโคร่งมากเพราะพ่อของเขาได้มาปลูกต้นไม้ไว้ให้ที่ตรงนี้ แม่ของเขาถึงชอบพามาที่นี่คอยมารดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย ให้ทุกวันจนมันโตและออกดอกให้ชมตา จนวันนั้นที่ตรงนี้ก็กลายเป็นสนามรบ พวกทหารญี่ปุ่นเข้ามาโจมตี วางระเบิดใส่บ้านเรือนนับไม่ถ้วน ผู้คนล้มตายกันหมด แล้ววันนั้นพ่อของเขาได้นัดแม่ของเขาให้มาที่ตรงนี้ แล้วเขาทั้งสองจะได้หนีไปด้วยกัน แม่ของเขารีบเก็บจัดกระเป๋า แล้วไปบอกลาคุณยาย เพราะคุณยายท่านบอกว่าท่านจะอยู่ที่นี่จะคอยปกป้องรักษาบ้านของเราไว้ เครื่องบินทั้งไทย ญี่ปุ่น บินว่อนกันทั่วท้องฟ้า หารู้ไม่ว่าระเบิดจะตกลงมาใส่ตอนไหน ท้องฟ้ามืดครึ้มเป็นสีคราม ไม่มีแม้แต่แสงอาทิตย์ ระยะทางจากที่นี่ไปก็ไม่ไกลนัก แม่ของเขารีบเร่งฝีเท้ากลัวว่าพ่อของเขาจะรอนาน เสียงระเบิดดังมาแต่ไกล เครื่องบินนับสิบลำบินมาทางนี้ แม่ของเขารีบก้มหัวลงและหมอบคลานไปตามตีนเขา พ่อของเขามาถึงสถานที่นัดหมายแล้ว เขาบีบมือแน่น รอว่าจะเห็นร่างของเธอเดินขึ้นมา นั่นไง!! แม่ของเขากำลังเดินขึ้นมา พ่อของเขาโบกมือและตะโกนเรียกชื่อเธอว่าเขาอยู่ทางนี้ แม่ของเขาเห็น จึงรีบวิ่งไปทั้งหอบกระเป๋าพะรุงพะรัง ขาก็เริ่มอ่อนล้าจะหมดแรง สายตาเธอเริ่มเบลอ มองเห็นทางข้างหน้าไม่ชัด ก่อนจะวูบลงไป พ่อของเขาเห็นเช่นนั้นจึงรีบวิ่งเข้าไปหาเธอและตะโกนเรียกชื่อเธออย่างเสียงดัง แล้วอยู่ ๆ ระเบิดเจ้ากรรมก็ตกลงลงมา เสียงดังสนั่นหวั่นไหว พัดพาเศษดินเศษกิ่งไม้ปลิวเข้าตาของเขา พ่อของเขาตะโกนเรียกชื่อของแม่ของเขาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะสลบลงไป เธอได้ฟังเรื่องราวสุดเศร้าจนน้ำตาคลอ เขามองหน้าเธอแล้วก็เล่าเรื่องต่อ ทุก ๆ ครั้งที่เขามาที่นี่ดอกพญาเสือโคร่งจะร่วงลงทุกครั้งเหมือนว่าแม่ของเขารับรู้ แล้วเธอก็กำลังร้องไห้อยู่ เธอได้ฟังแล้วรู้สึกหดหู่ใจ ก่อนจะเอามือเช็ดคราบน้ำตาออก

“อ่ะนี่ครับ ผ้าเช็ดหน้า” เขายื่นผ้าเช็ดหน้ามาให้เธอ เธอรับมาแล้วกล่าวขอบคุณเขา

แล้วเขาทั้งสองคนก็เดินออกจากที่นี่ ระหว่างบทสนทนาเงียบทั้งคู่ จนเดินมาถึงข้างล่างสถานีฯ เขาเดินเข้าไปขอบคุณเจ้าหน้าที่ ขณะที่เธอยืนคิดเกี่ยวกับเรื่องราวที่เขาเล่าให้ฟัง แล้วก็รู้สึกโกรธตัวเองที่คิดว่าผู้หญิงในรูปใบนั้นเป็นแฟนของเธอ แล้วเขาก็เดินออกมาก่อนจะเสียบกุญแจแล้วสตาร์ทรถออกไป เวลานี้เป็นเวลาพลบค่ำ ท้องฟ้าเปลี่ยนสีจากสีฟ้าเป็นสีส้มแดง ตะวันค่อยๆ ลับขอบฟ้าหายไปกับเมฆ ก่อนจะหมดแสงของวันพวกเขาก็เดินทางมาถึงบ้านแล้ว เธอเดินเข้าไปในบ้าน ก่อนจะได้กลิ่นหอมลอยผ่านจมูกเธอ แล้วเธอก็สูดดมตามกลิ่นอาหารไป

“อ้าว ปิ๊กมาแล้วก๊ะ นี่ยายเกียมกับข้าวไว้หื้อล่ะ” คุณยายพูดแล้วยิ้ม ก่อนจะผายมือให้ดูกับข้าวที่คุณยายจัดเตรียมไว้ให้

“โอ้โห กับข้าวเยอะจังเลยคะ ดูน่ากินมากๆ เลยค่ะ” เธอพูดแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

“มาๆ ไค่อยากข้าวแล้วเน้อ” คุณยายกวักมือเรียกเขามาทานข้าว

บทสนทนาบนโต๊ะอาหาร ก็คุยกันถามสารทุกข์สุขดิบ เป็นอย่างไร มาได้อย่างไร คุณยายของเขาเป็นคนชอบถาม แกเลยถามเธอตั้งแต่เรื่องส่วนตัวยันไปเรื่องครอบครัว เขาได้ฟังแล้วส่ายหัวเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มออกมา แล้วมองหน้าเธอ หลังจากทานข้าวกันเสร็จแล้ว ก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน พรุ่งนี้เธอต้องรีบออกเดินทางเอารถไปคืนคุณป้าด้วย ขณะที่เธอกำลังจะเดินขึ้นบันได เขาก็เรียกเธอไว้ก่อน เธอหันมาตามเสียงเรียก

“คะ? คุณมีอะไรหรือเปล่าคะ”

“เอ่อ พรุ่งนี้คุณออกเดินทางกี่โมงอ่ะ”

“ก็ตอนเช้าๆค่ะ ประมาณหกโมงกว่า ฉันต้องเข้าไปในเมืองด้วย”

“ไม่ใช่ครับ ผมหมายถึงไฟล์ทเครื่องบินครับ” เขายิ้มแล้วหัวเราะ

“อ๋อค่ะ น่าจะรอบบ่ายโมงครึ่งค่ะ คุณมีอะไรหรือเปล่าคะ”

“ปะ เปล่าครับ เดินทางปลอดภัยนะครับ ยินดีที่ได้รู้จัก” เขายื่นมืออกมา เธองงเล็กน้อยก่อนจะยื่นมืออกไปจับมือเขา แล้วผงกหัวขอบคุณเขาก่อนจะเดินไปขึ้นห้อง

อยู่ๆ เธอก็ยิ้มออกมาและก็หยิกแขนตัวเอง นี่ฉันไม่ได้ฝันไปใช่ไหม เธอเปิดประตูแล้วเดินเข้าไป ก่อนจะกระโดดลงเตียงแล้วทิ้งตัวนอนบิดตัวไปมาด้วยความเขินอาย

นกน้อยส่งเสียงปลุกเธอแต่เช้ามืด เธอยังงัวเงียอยู่จึงบิดขี้เกียจแล้วลุกขึ้นไปอาบน้ำ หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอก็นั่งเก็บสัมภาระลงกระเป๋า แล้วตรวจดูความเรียบร้อยก่อนจะสะพายกระเป๋าลงไปข้างล่าง เห็นคุณยายนั่งดูโทรทัศน์แล้วยิ้มหัวเราะอย่างมีความสุข ก่อนจะหันมามองเแล้ว กวักมือเรียกเธอ

“จะไปแล้วก๊ะ เดินทางปลอดภัยเน้อ” คุณยายพูดอวยพรไปพลางลูบหัวไป

“ไปแล้วนะจ๊ะยาย เดี๋ยวมาปิ๊กใหม่เน้อ” เธอโบกมือลาคุณยาย เดิน ออกมาแล้วมองหาเขาแต่ก็หาไม่เจอ จึงถอนหายใจ แล้วสตาร์ทรถออกไป ระหว่างทางเธอขับรถไปเหม่อลอยไป ในหัวคิด แต่ว่าทำไมเขาถึงไม่มาบอกลาเธอ เอ๊ะ หรือเมื่อคืนนั้นเขาบอกลาเธอไปแล้ว บ้าเอ้ย เธอสบถออกมา เธอขับรถมาถึงบ้านคุณป้าแล้ว ก่อนจะเดินเข้าไปข้างใน ตะโกนเรียกหาคุณป้า

“อ้าว ไผวะมาเอะอะโวยวายแต่เจ้าแต้”

“คุณป้าคะ หนูเองค่ะ”

  “อ้าว ปิ๊กมาล่ะก๊ะ”

“ใช่ค่ะ หนูเอารถมาคืนค่ะ”

เธอเอากุญแจรถยื่นให้คุณป้า ก่อนจะบอกลากัน แล้วเธอก็เดินทางต่อไปที่สนามบิน เธอเอากระเป๋าลงจากรถแล้วกล่าวขอบคุณลูกชายคุณป้าที่ขับรถมาส่ง เธอเดินเข้าไปในสนามบินแล้วไปซื้อตั๋ว ก่อนจะเดินไปหาอะไรทานลองท้องก่อนขึ้นเครื่อง

“คุณ คุณครับ คุณนิ้ง”

เธอหันมาตามเสียงของใครคนหนึ่งเรียกชื่อเธอ

“อ้าว คุณมาได้อย่างไรคะเนี่ย”

“พอดีเมื่อเช้าผมต้องรีบเอาเอกสารไปส่งให้ที่โรงเรียนครับ เลยไม่ได้บอกลาคุณตอนเช้า”

“อ่อไม่เป็นไรค่ะ เมื่อคืนคุณก็บอกลาฉันแล้วนี่คะ”

“นั่นเมื่อคืนครับ”

“ค่ะ”

“เหลืออีกสิบนาที จะขึ้นเครื่องแล้วนี่ครับ”

“อ๋อค่ะ งั้นฉันไปก่อนนะคะ” เธอโบกมือลา ก่อนจะหยุดชะงักคิดได้ว่าต้องขอเบอร์ไว้เผื่อจะติดต่อเขา

“เอ่อ คุณคะฉันขอเบอร์ไว้ได้ไหมคะ เอ่อ จะเอาไว้ติดต่อข่าวสารแถวนี้ค่ะ” เธอยื่นโทรศัพท์ให้เขา

เขาหัวเราะ ก่อนจะรับโทรศัพท์มาจากเธอ แล้วกดเบอร์โทรเขาลงบนแป้นพิมพ์โทรศัพท์

“นี่ครับ” เขายื่นโทรศัพท์ให้เธอ

“ขอบคุณค่ะ งั้นฉันไปแล้วนะคะ” เธอโบกมือลาเขาอีกครั้ง

เขามองเธอที่เดินจากไป ก่อนจะส่ายหัวแล้วหัวเราะออกมา จริง ๆ เขาไม่ได้เอาเอกสารไปให้ที่โรงเรียนหรอก เขาแค่หาข้ออ้างมาเจอเธอ ก่อนที่เธอจะกลับไป 

เธอนั่งมองโทรศัพท์ตัวเองแล้วยิ้ม ก่อนจะกดเบอร์เขาแล้วโทรออก

“สวัสดีครับ” ปลายสายพูด

“สวัสดีค่ะ ฉันเองนะคะ ฉันโทรมาเช็คเบอร์เฉยๆ เผื่อไม่ใช่คุณ” เธอหัวเราะ

“อะไรของคุณเนี่ย” ปลายสายหัวเราะ แล้วก็กดวางสายไป

เครื่องบินขึ้นทะยานสู่ท้องฟ้า เธอนั่งมองวิวจากหน้าต่าง แล้วก็อดคิดถึงเขาไม่ได้ นี่ฉันต้องกลับไปชีวิตแบบเดิมอีกแล้วใช่ไหม เธอถอนหายใจ มาเที่ยว เพราะหนีจากชีวิตวุ่นวายที่เมืองกรุง ทั้งรถติด ค่าครองชีพสูง แม้กระทั่ง เรื่องการเมืองที่ปล่อยเป็นปัญหาแก้ไม่ได้ มันน่าเบื่อจริงๆ

เธอมาถึงกรุงเทพเป็นเวลาสองวันแล้ว ตลอดทั้งวัน เธอรอคอยสายจากเขา แต่ก็ไม่มีวี่แววเลย เธอจึงเลิกคิดปล่อยมันไป แล้ววางโทรศัพท์ไว้ที่โต๊ะ อยู่ ๆ เสียงโทรศัพท์เธอก็ดังขึ้น เธอเดินไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู เอ๊ะ เบอร์ไม่คุ้นเลย แล้วเธอก็กดรับสาย

“ฮัลโหล สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าใครพูดสายอยู่คะ”

“สวัสดีเจ้า เฮาเอง” ปลายสายหัวเราะ

“คุณ!!”

แล้วสองคนก็คุยกันสัพเพเหระไป เธอรู้สึกดีใจมากที่เขาโทรกลับมา ตลอดเวลาหนึ่งวันที่อยู่กับเขาเธอรู้สึกดีมาก เขาคอยดูแลเอาใจใส่เธอ แต่เธอไม่รู้ว่าในฐานะไกด์หรืออะไร แค่นี้เธอก็ดีใจมาก ๆ แล้ว เธอรู้สึกว่าการรอคอยของเธอมันไม่เสียเปล่าเลย เธอคิดอย่างนั้น  f*f

เผยแพร่โดย

SaimingSainan

คำเขียนคน คนขายคำ

ใส่ความเห็น