ไม่อาย

พิสูจน์ได้ด้วยตนเอง ไม่ยุ่งยากนัก ความอายละลายหายหน ขณะนั้น…

***

เขาจอดรถตรงแยกไฟแดง คิดย้อนหาคำพูดของเพื่อนร่วมงาน เกี่ยวแก่อาการป่วย ความห่วงใยที่มีให้ประหนึ่งญาติสนิท แต่คิดไม่ออก ในภวังค์ไม่ถึงสิบวินาทีนั้น มันเหมือนนิ่งนาน นานเกินนับนาที ชั่วโมง นานเป็นชาติ… “ปี๊ด ๆ ๆ” เสียงนกหวีดคุณตำรวจจราจร ‘เอ๊ะ! เสียงไรหว่า’ เขายังคิด เงยหน้าขึ้น ‘อ้าว ไฟเขียวตั้งแต่เมื่อไหร่กันนี่’ รีบปลดเกียร์ เหยียบคันเร่งพารถยูเทิร์นแบบดาราหนังแอ็คชั่นที่หนีการไล่ล่าของผู้ร้าย

“….” คุณตำรวจจราจรส่งเสียงอยู่กลางถนน ขณะรถเขาผ่านหน้า ฟังไม่ได้ศัพท์ เห็นถุงมือสีขาวโบก โบ้ยนิ้วชี้ไปที่ชุดสัญญาณไฟจาราจรข้างบนแยกนั้น ภาษามือนั่นคล้ายภาษาใบ้พอเข้าใจได้ว่า ‘ดูไฟสัญญาณหน่อยโว้ยท่าน ขับรถน่ะ เกรงใจคันอื่นบ้าง’ สูดลมหายใจเข้า รถดิ่งเข้าเลนทางตรงนิ่งแน่วแล่นฉิวไป ‘ดีหลายๆ รถเก๋งคันหลังไม่กดแตรไล่ คุณจราจรก็ไม่ดุด้วยนกหวัดและใบสั่ง…’ ความคิดก่อนหน้าหลบหน้าไปหมด ใจนิ่งแน่วกับหน้าที่ขับรถ ‘ทำหน้าที่ ไม่เป็นภาระ สร้างเหตุแห่งความปลอดภัยบนท้องถนน… พักไว้ๆ งานที่ร่ายร่ายในสมองที่มั่นหมายส่งผ่านเครื่องมือ ตัวหนังสือ คลิปและเสียงพากษ์…’ แบบไม่ต้องให้ใครสั่ง จิตดวงใสสั่งร่างกายที่อิงอาศัยพลัน

***

‘อายครูเดนอ’ ขณะก้าวพ้นหัวมุมพุ่มหมากเล็บแมวในวันมหาปวารณา-ออกพรรษา ‘มาสายจนได้’ อีกสิบก้าวก็จะถึงประตูโรงเรียนแล้ว ‘ครูต้องดุแน่ๆ ยิ่งถ้าครูเวรเป็นครูภาษาไทยครูผู้หญิงคนนั้น คงติเตียน คงดุว่าแบบผู้ดี สำนวนหยัง ภาษาฟังม่วนแต่สำเนียงบวกท่าทีน้ำเสียงนั่นตี๋ บ่อยากพากษ์ คันแม่นคือตอนตอบคำถามในห้องบ่ได้…นั่นดอกหวา…’ เดินก้มหน้าแน่วไป “ตื่นสายสิ มาไม่ทันแถว วินัยต้องสร้าง ฝึกเอาเองนะ ครูหรือพระองค์ไหนก็ช่วยไม่ได้ ระเบียบยอด สำเร็จจึงเยี่ยม” ดวงหน้านวลสมวัยใกล้เกษียณ แต้มแต่งกลางแก้มอวบอิ่มสีชมพูระเรื่อ แววตาเหยี่ยวคมกริบจ้องหน้า หลบไม่พ้น ชุดสีกากีรีดเรียบบ่าประดับขีดขั้น หน้าอกซ้ายมีตราเครื่องหมายน่าเกรงขาม รองเท้าคัตชูสีดำขัดมันชวนขนลุก “ลงชื่อในสมุด แล้วรีบขึ้นชั้นเรียนนะครับ เดี๋ยวก็เรียนไม่ทันเพื่อน” สายลมปลายฝนหลบหาย แดดแรงเหมือนจะเผาร่างเผาโลกของเด็กชายปอหก เดินแน่วสู่อาคารไม้ยกสูงมีบันไดห้าขั้น ร่มยางนาต้นใหญ่ยังทอดเงาพาดขั้นบันใดทั้งห้า ‘ป่านนี้ย่าคงกินข้าวต้ม กินยาแล้ว …ขนมข้าวต้มมัดผลไม้ถุงใหญ่ที่หลวงพ่อหลวงพี่ให้มา ถ้าย่าออกแรงกินมั้ง คงมีแรงสู้ไข้ อาการป่วยคงจะดีเร็วขึ้นเนาะ’ ก้าวพ้นบันไดขั้นสุดท้าย เลี้ยวขวาไปตามระเบียงทางเดิน แล้วดวงหน้าเล็กเรียวลงเท่าปลาหลดในเลนตมก้นห้วยครกนั้นก็ก้าวเข้าห้องสี่เหลี่ยม…

***

ลมพัดใบวี ข้าวกำลังชูช่อดอก รถสี่ประตูเปิดกระจกโล่ง วิ่งช้าๆ คนขับสูดลมหายใจเข้าลึก…จนสุด ค่อยๆ ผ่อนออกช้าๆ จนหมด ทำซ้ำ …สาม สี่ ห้าครั้ง ขณะ ค่อยๆ ชะลอรถจอดริมทางข้างท่งข้าวกว้างใหญ่ไพศาล …เอี้ยวตัวไปทางเบาะหนังทางซ้าย แท็ปเล็ตจอเท่าหนังสือขนาดเอห้านอนแสดงภาพข้อความในแอปไลน์จากใครสักคน

…ผิดเป็นครู รู้ภาวนาเป็นอาจารย์ เพียรเพ่งอ่านความคิดเป็นศาสตราจารย์…

เผยแพร่โดย

SaimingSainan

คำเขียนคน คนขายคำ

ใส่ความเห็น