ທາງຫອມ : ข้อสังเกตบางประการ จากต้นหอมแห่งสวนหลังบ้าน


การคงรูป หรือการย่อยสลายสูญหายของความทรงจำของบรรดาผู้คน หรือมวลมนุษย์บนเปลือกดาวเคราะห์โลก สามารถสำรวจตรวจสอบโดยใช้เครื่องมือชนิดหนึ่งที่เราเรียกกันว่า ภาษา หรือตัวบท โดยในสมัยโบราณเรียก มุขปาฐะ คือมีการสืบต่อตำนานปรัมปราด้วยคำพูด ในสมัยต่อมามีการคิด “สื่อ” หรือ “สัญญะ” ที่เรียกว่า ตัวอักษร และพัฒนาการทางรูปแบบและเนื้อหามาเป็นเรื่องเล่า แน่นอนว่า เรื่องเล่าในฐานะมหรสพของชีวิตในชุมชนวัฒนธรรมมนุษย์ คือเครื่องมือที่รับใช้ตัวตน รับใช้สังคมและรับใช้มโนทัศน์ ความฝันของผู้คน หากถือตามความหมายข้างต้น ผมคิดว่า “ทางหอม” ก็คือเครื่องมือชนิดหนึ่ง ที่จะนำเราไปสู่การสำรวจตรวจสอบความทรงจำ วิธีการก็คือผู้เล่าเรื่องราวผ่านตัวบทนั้น ต้องใช้พลังใจและกลวิธีทางวรรณศิลป์ มาจัดวางอย่างมีระเบียบแบบแผน ให้มีความน่าสนใจ กล่าวได้ว่า “ทางหอม” จัดเป็นมรรควิธีหนึ่งในการสำรวจรูปลักษณ์วัยเยาว์ ในโลกอันอบอุ่น และแปลกใหม่

เป็นการสำรวจความยอกย้อน การย้ายที่ของความทรงจำใน
ปัจจุบันขณะบนโลกความจริงสมัยใหม่ ที่ไม่มีวันสิ้นสุด
โดยที่ผมยังไม่พูดถึงเนื้อหา หรือองค์ประกอบภายในของทางหอม ในฐานะเรื่องเล่าของความทรงจำ ผมอยากจะกล่าวว่า นักเขียนคนหนึ่งที่เฝ้าฟูมฟักความคิดให้ปรากฏออกมาเป็นงานเขียนที่มีชีวิตชีวา มีที่มา และมาสู่พื้นที่สาธารณะของโลกวรรณกรรมนั้น ถือว่าไม่ธรรมดา คำกล่าวที่ว่า ไม่ธรรมดานั้น มิได้หมายความว่า มีความยิ่งใหญ่ และอยู่เหนือสรรพสิ่งใดทั้งปวง แต่ผมหมายความว่า ผู้เขียนมีหัวใจไม่ธรรมดา นั่นคือมีธาตุความคิด และมีวิธีคิดที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ ทั้งนี้เพราะผมเชื่อว่า การเขียนหนังสือและคนเขียนหนังสือ หรือผู้ทำงานศิลปะในแขนงอื่น ๆ วิธีคิดเป็นสิ่งสำคัญ เพราะวิธีคิด
ทำให้เกิดแนวคิด และแน่นอน แนวคิดคือพลังที่กำหนดเนื้องานที่จะเขียนออกมา

ใน “ทางหอม” ผมจึงเห็นทั้งวิธีคิด และแนวคิดของกวี-นักเขียนที่ยึดมั่นแนวทางวรรณกรรมรับใช้ชีวิตด้านที่มีคุณค่าในตัวมนุษย์ และมีความเชื่อในสุนทรียรสของวรรณกรรมอย่าง
ธีรยุทธ บุษบงค์ อย่างแจ่มชัดและง่ายงาม
ด้วยความรู้สึกที่ศรัทธาและเชื่อมั่นต่อแนวทางที่ว่า วิถีชีวิต ก็คือ วิถีแห่งกวีนิพนธ์ ผมจึงอยากจะตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับทางหอมไว้เป็นหลักหมายสำคัญของเขา-ธีรยุทธ บุษบงค์ ในฐานะผู้สร้าง และ ทางหอม ในฐานะผู้ถูกสร้าง เพื่อให้ผู้เสพได้มองเห็นลักษณะ และที่มาของงานเขียนเล่มนี้ไว้สักเล็กน้อย

๑. การสร้างกันและกันระหว่างต้นหอมกับคน
ต้นหอม เหมือนกับพืชพรรณอื่น ๆ นับหมื่นแสนชนิดบนเปลือกโลก ที่เกิดและดับสลาย แต่ขณะเดียวกันต้นไม้ หรือ
พืชพรรณดอกผลอื่น ๆ ก็ได้มอบการก่อกำเนิดชีวิตอื่นอย่างอัศจรรย์

ดังนั้น การทำให้ต้นหอมมามีชีวิตในโลกวรรณกรรม จึงเป็นการสร้าง “กระบวนสุนทรียะใหม่” ผ่านตัวบททางวรรณกรรม เป็นการสร้าง “รูปรอยความเข้าใจครั้งใหม่” ภายใต้ความหมายที่ว่า ในโลกนี้ไม่มีความสูงส่งใด ๆ หรอก ในขณะเดียวกัน โลกนี้ก็ไม่มีความต่ำต้อยเช่นกัน ธีรยุทธได้หยิบความทรงจำเกี่ยวกับ “สวนหอม” มานำเสนออย่างมีชีวิต และทัดเทียมกับสำนึกความเป็นมนุษย์ โดยนัยก็คือ คน หรือ มนุษย์ กับต้นหอม หาได้มีความแตกต่างกันแต่ประการใดไม่ ไม่ว่าจะเป็นคุณค่า และราคา ทั้งคนและต้นหอมล้วนเท่ากัน และสร้างความหมายให้กันและกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ฯลฯ

๒. เราสามารถเรียกสิ่งที่คุ้นชินเป็นอย่างอื่นได้
ในอีกนัยหนึ่ง การได้สัมผัสสุนทรียภาพทั้งที่ผ่านรูปแบบและเนื้อหาของ ทางหอม ทำให้ข้าพเจ้าได้ตระหนักถึงข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งว่า แท้ที่จริงแล้ว คนเราสามารถเรียกสิ่งหนึ่งที่คุ้นชินในชื่อใหม่ก็ได้ เช่น เราอาจเรียกดาวเคราะห์โลกว่าใบไม้ใบหนึ่งในจักรวาล และใบไม้อื่น ๆ ก็คือดาวที่ทอแสงระยิบระยับ ห่างไกลออกไป เราอาจเรียกฝนว่าหยดเหงื่อหรือน้ำตาแห่งความปีติของจักรวาล และเราอาจเรียกเสียงนกร้องในไพรพฤกษ์ว่า เสียงระฆังในผนังเวลาที่ว่างเปล่า

ข้อความข้างต้น อาจยืนยันวิธีคิดเกี่ยวกับการสร้างงานศิลปะ และวรรณกรรมที่ว่า การมองและการคิดจะต้องลึกเข้าไปกว่าการมองโดยสภาวะปกติในชีวิตประจำวัน ได้เป็นอย่างดี ซึ่งผมอยากจะกล่าวว่า การที่ธีรยุทธทำงานชิ้นนี้ออกมาสำเร็จเป็นรูปเล่ม เพราะเขาได้มองลึกเข้าไปในชีวิตวัยเยาว์ และเพิ่มองศาให้แต่ละความทรงจำ ผ่านถ้อย และผ่านคำ
ดังที่ผู้อ่านจะได้พบวิธีการเพิ่มองศาให้ถ้อยคำแห่งความทรงจำในสวนหอมอย่างหลากหลายของธีรยุทธ ดังเช่น เขาพูดถึงการเตรียมดินสำหรับปลูกหอมในช่วงหลังฤดูเก็บเกี่ยวว่า ก้อนดินของพ่อ พูดถึงถังน้ำว่า บัวฮดน้ำ พูดถึงความรักความผูกพันของย่ากับหลานชายในเวลาและฤดูกาลชีวิตข้างสวนหอมว่า คิดฮอดย่าภา เหล่านี้เป็นต้น

นี่คือแบบอย่างของวิธีคิด และแนวความคิดสู่การสร้างสรรค์เนื้องาน นี่คือมรรควิธีการเพิ่ม “องศา” ให้กับถ้อยคำ ให้มีความหมายลึกซึ้งกินใจ และกระตุ้นมโนทัศน์ผู้อ่านให้เติบโตตามและหวนคิดถึงวัยเยาว์ของตัวเอง ที่ผม-ในฐานะผู้อ่านคนหนึ่งชื่นชอบ และขอให้กำลังใจเขาในฐานะมิตรสหายในสวนวรรณกรรม

และนี่คือแบบ-ทาง-ผลลัพธ์แห่งความรักของการเรียนรู้โลกทัศน์ จากความทรงจำโดยใช้ความรู้และเข้าใจเกี่ยวกับ “องศาแห่งถ้อยคำ” มาเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือ เพื่อสร้างตัวบทวรรณกรรมที่ง่ายงาม และลงตัว ที่บรรดานักอ่านและนัก(อยาก)เขียน ควรให้ความสนใจและพิจารณาคุณค่าทั้งภายในและภายนอกของงานชุดนี้
อย่างไรก็ตามผมขอเสนอข้อสังเกตอีกประการหนึ่งคือ

๓. จากตัวบทสู่สัมพันธบทระหว่างกวีนิพนธ์กับร้อยแก้ว
ทางหอม ได้สะท้อนชนบทในคืนวันที่ผันผ่าน
โดยเมื่อพิจารณา “ทางหอม” ผ่านแว่นทฤษฎีวิจารณ์วรรณกรรมสมัยใหม่ ผมเห็นว่าในขณะที่ธีรยุทธ ได้ลงมือเขียนวรรณกรรมเล่มนี้ ขณะที่เขียนเขาก็เล่าเรื่องด้วยเสียงของตัวเองดังกังวานอยู่ในห้วงนึก เช่นเดียวกันขณะที่ผู้อ่านหยิบงานเขียน “ทางหอม” ขึ้นมาอ่าน ผู้อ่านก็สร้างความหมายและตัวบทขึ้นมาใหม่เช่นเดียวกัน

กล่าวได้ว่า ทั้งผู้สร้างและผู้เสพ ก็ล้วนแต่ทำหน้าที่ผู้สร้างความหมายให้แก่ตัวบทและเรื่องราว ที่ถือได้ว่าอยู่ในฐานะผู้ผลิตซ้ำทางด้านตัวบทและเรื่องราว อย่างไม่ต้องสงสัย ผมอยากกล่าวต่ออีกว่า นี่คือวิธีการพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ประพันธกร ตัวบท และผู้อ่านว่าล้วนยึดโยง เล่นล้อ และผลิตซ้ำผ่านมโนทัศน์อย่างทัดเทียมกัน อย่างเป็นที่น่าอัศจรรย์ ฯลฯ

โดยนัยนี้ ข้อที่น่าสังเกตเพิ่มเติม ก็คือ ในเมื่อทั้งผู้เสพ ผู้สร้าง และตัวบท ต่างก็เป็นอิสระซึ่งกันและกัน ขณะที่ตัวบทอยู่กึ่งกลาง ผู้สร้างก็เป็นผู้เสพพร้อมกัน และผู้เสพก็อยู่ในสถานะผู้สร้างไปด้วยเช่นกัน นี่คือความน่าสนใจของตัวบทในทัศนะของทฤษฎีวิจารณ์หลังสมัยใหม่ หรือที่เรียกกันว่ายุคโพสต์โมเดิร์น ในช่วงกลางศตวรรษที่ ๑๙ เป็นต้นมา

ทฤษฎีวิจารณ์วรรณกรรมหลังสมัยใหม่ ได้สะท้อนให้เห็นสัมพันธภาพอันเปล่าเปลือยของวรรณกรรมกับผู้สร้างและผู้อ่าน อย่างงานเขียนเล่มที่มีชื่อ ทางหอม อย่างชัดเจน ใน
ระดับหนึ่งอย่างแน่นอน

ดังนั้น ในชุดความทรงจำชุดหนึ่ง กล่าวอย่างจำเพาะเจาะจงก็คือ ใน ทางหอม ของธีรยุทธ บุษบงค์ ก็ถือเป็นชุดความทรงจำ อันเสนอผ่านความคิดและการจัดระเบียบทางรูปแบบและกลวิธีทางวรรณกรรมที่อยู่ในความหมายของนัยแห่งความสัมพันธ์ระหว่างผู้สร้าง ผู้อ่าน โดยไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง

ผมกล่าวเช่นนี้ เพราะว่าในทางหอม ไม่ได้ถูกนำมาประกอบสร้างตัวบทเป็นสารคดี หรือ เรื่องสั้น แต่เพียงด้านเดียว แต่ผู้เขียนได้ เลือกใช้รูปแบบทางกวีนิพนธ์ได้อย่างลุ่มลึกเข้าไปในชีวิตและกาละแห่งการงานในทุ่งข้าวและสวนหอม
นี่คือบทพิสูจน์ แสดงให้เห็นถึงคำพูดที่ว่า ขณะสารคดีก็คือขณะนวนิยาย ขณะนวนิยายก็คือขณะเรื่องสั้น และขณะเรื่องสั้นก็คือขณะกวีนิพนธ์ และกล่าวอย่างองค์รวมสากล ขณะของทุกอย่างที่กล่าวมา ก็คือขณะแห่งการมีชีวิตอยู่!
ผู้อ่านจึงอาจเห็นทางหอม เป็นขณะหนึ่งของห้วงยามวัยเยาว์ที่ผ่านเลยไป

สำหรับผม ในฐานะผู้อ่าน ผมรู้สึกถึงขณะแห่งชีวิตและความทรงจำของตัวเองอย่างหลั่งล้น เพียงแต่ว่า ทางหอมของผมไม่ได้กว้างใหญ่ไพศาลเป็นทุ่งข้าวเหมือนกวีหนุ่ม-ธีรยุทธ บุษบงค์ แต่เป็นทางหอมเล็ก ๆ ในสวนหลังบ้านแห่งวัยเยาว์ที่
เมืองบ้านเกิด

ในความทรงจำที่ดีงาม ผมนึกถึงฤดูหนาว แปลงผักหอมใต้ร่มเงาต้นมะม่วงของแม่และพี่น้อง ผมอ่านทางหอมแล้วผมนึกถึงความเย็นยะเยือกของละอองน้ำที่แม่จับฝักบัวรดแผ่นหลังในยามแสงแดดเช้าส่องประกาย ผมคิดว่าตัวเราเองเป็นต้นหอมเล็ก ๆ ที่มีมือแม่ตักน้ำรด พรวนดิน และใส่ปุ๋ยอย่างทะนุถนอม

ในยามแสงแดดบ่ายวันนี้ ผมคิดว่า แม่คือคนตักน้ำรดต้นหอมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด…

ด้วยรัก

ชัชวาลย์ โคตรสงคราม บ่ายฤดูหนาวฝั่งซี ปากบุ่ง-ร้อยเอ็ด ๑๕.๓๐น. ๑๘ ธ.ค.๒๕๕๑

By SaimingSainan

คำเขียนคน คนขายคำ

ใส่ความเห็น