เริ่มงานในไร่ถั่วเขียว

หลังจากตัดถางต้นไม้ออกแล้ว  ลุงแหวง  อาวพิน  และพ่อก็ว่าจ้างรถไถ  ให้มาไถปรับพื้นที่จนราบเรียบสม่ำเสมอ  แล้วยกร่องพื้นที่ป่าเป็นแปลงโพนสำหรับการปลูกหอมแดง  ที่ของลุงทำเป็นแปลงใหญ่ยาวไปจนสุดตีนป่า  ของอาวทำเป็นแปลงใหญ่สามแปลง  อยู่ทางทิศตะวันตก  ในลักษณะตัดขวางแปลงของลุง  ส่วนของพ่อทำแค่สองแปลงยาวล่องตามแปลงของลุง  เป็นที่ติดทางที่ใช้สัญจรกัน  แต่ละแปลงต้องลงจอบขุดตอไม้ออก  เหลือตอใหญ่ ๆที่ต้องขุดรอบ ๆ และสุมไฟเผาจนเหลือเพียงส่วนเหง้าติดก้นหลุม   หลังถมหลุมแล้ว  ปรับพื้นให้ราบเสมอกัน  รอจนฝนใหม่ลงพรมพื้น  ให้ดินชุ่มพอ  จึงนำควายเข้าไถ  คราด 

สองปีแรก  พวกเราลงแตงโม  ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจ  ข้อยยังจำภาพตัวเองกับอาวพินได้ดี  เราเข็นรถแตงโมลูกโตเท่าหม้อนึ่งมาเต็มคัน  บุกฝ่าทางดินทรายจากสวนจนถึงบ้าน  เป็นภาพแห่งความอิ่มเอิบใจในผลงานแห่งแฮงงานหยาดเหงื่อ  แม้ว่าจะต้องนำไปขายในราคาที่ไม่ค่อยคุ้มค่านัก  ก็ตามที

ในปีที่สาม  ราวเดือนพฤษภาคม  พ่อพาข้อยไปไถหว่านถั่วเขียวปรับสภาพดินอีกครั้งหนึ่ง  เพื่อให้เหมาะแก่การปลูกหอมแดง

เราปล่อยให้เมล็ดถั่วงอกเงย  เติบโตไปตามวิถีธรรมชาติ  ขณะที่งานนา  ก็ตั้งตารอพวกเราเร่งรัดจัดการ   พอไถดะฮุดนาเสร็จนั่นแล้ว  พ่อจึงค่อยพาไปเยี่ยมไร่ถั่วเขียวของเรา

ไปถึงไร่  ข้อยแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง  ว่าระยะเวลาแค่สองเดือน  จากพื้นที่โพนโล่งกว้าง  จะกลายเป็นดงถั่วระบัดใบเขียวพระอินทร์ครึ้มเป็นผืน ยามล้อลมเป็นลอนคลื่นคล้ายผ้ายาวไหมเครือของย่าได้   บ้างก็ออกดอกจนติดฝักติดลูก  บางฝักเริ่มแก่จัดผิวออกดำขี้ถ่านไฟ 

พ่อบอกว่า  อีกไม่กี่วันคงได้เก็บฝักถั่วเขียวกัน

การเก็บฝักถั่วเขียวช่วงกลางวัน ช่างเป็นงานที่แสนสาหัส 

ขนของใบและต้นถั่วเมื่อถูกแดด  ปลิวมาต้องผิวเนื้อทำให้ระคายเคือง  คันยุกยิก ๆ  คนเก็บฝักถั่วจึงต้องสวมเสื้อแขนยาวและถุงมือ  ใช้ผ้าขาวม้าห่อคลุมศีรษะกันแดดด้วย  ส่วนอุปกรณ์ป้องกันสองเท้า  อย่างดีก็แค่รองเท้าแตะเท่านั้น  จึงมักมีรอยมดแดงดินกัดจนบวมแดง  ต้องพึ่งยาหม่องอยู่เสมอ

ข้อยไปเก็บถั่วเขียวกับพ่อแม่  ดึง ๆฝักที่เป็นสีดำ  ยัดลงในกระสอบปุ๋ย  แต่ทำได้ไม่นานก็เบื่อ  อาศัยว่ามีงานดูแลควาย  พอเป็นข้ออ้างออกจากดงคันคายนั้นได้  และบางวันก็ถือโอกาสนั้น  ไปเล่นยิงธนูไม้ที่ทำขึ้นเอง  ออกล่าตั๊กแตน  ล่าได้ก็จับลงกระเป๋าเสื้อ  นำมาให้แม่ทำอาหารมื้อบ่ายสำหรับทุกคน

กระสอบถั่วที่เราเก็บได้  ถูกลำเลียงใส่รถซุกหรือรถเข็นคันใหญ่  ขนไปตากที่ลานหน้าบ้าน  พอแห้งดี  เป็นหน้าที่ย่ากับแม่ที่ต้องช่วยกันทยอยตำเอาเมล็ด  หรือไม่ก็ใช้เท้าย่ำยีฝักให้เมล็ดออกมาเต็มผ้าเขียวหรือผ้าแพรกะแยง  ที่ตำหรือยีแล้วก็ถูกนำไปใส่กระด้งฝัดเอากากเปลือกฝักออกให้หมด  จึงนำเมล็ดถั่วสีเขียวเป็นมันเหมือนถูกเช็ดด้วยน้ำมันมะพร้าว  บรรจุใส่ในถุงหรือถัง  เก็บไว้ใช้งานต่อไป

เมล็ดถั่วเขียวจะถูกนำมาแช่น้ำ  ทำเป็นของหวานวันปักดำนาเสร็จ  หรือภาษาพื้นบ้านว่า  “มื้อซ้ำนา”  ของหวานที่มักเรียกกันว่า “หวานบักถั่ว” หรือ “ต้มถั่วเขียว”  ซึ่งก็คือเมล็ดถั่วเขียวต้มใส่น้ำตาลนั่นเอง   คุณค่าของมันนอกจากช่วยให้ท้องอิ่ม  ให้พลังงานแก่ร่างกายแล้ว  ย่าของข้อยยังเคยบอกว่าต้มถั่วเขียวเป็นยาเย็นแก้ร้อนในได้ด้วย

เมล็ดถั่วเขียว  นอกจากทำของหวานที่แสนอร่อยยามเหนื่อยหนักจากเหวียกงานแล้ว  ยามถึงเดือนบุญทาน  ยังนำมันมาแช่น้ำใส่ในข้าวต้มมัดได้อีก  หรือจะใส่ในบั้งแช่หม่ารวมกับ ข้าวเหนียว  จะได้ข้าวหลามถั่วเขียว  หากเติมน้ำกะทิใบเตยหอมโบราณด้วยแล้ว  แค่ได้กลิ่นก็ถวิลหา

ทุกวันนี้ของหวานถั่วเขียว  อาจไม่เป็นที่นิยมในหมู่เด็กวัยรุ่นแล้ว  แต่เร็ว ๆนี้ข้อยเห็นมีบริษัททำไอศกรีมโบราณหลากรสรายหนึ่ง  นำถั่วเขียวมาทำเป็นไอติมอีกรสหนึ่งด้วย  สนนราคาแท่งละสิบบาท  ข้อยลองลิ้มชิมดูแล้ว  ยังไงก็สู้ต้มถั่วยามขึ้นจากนาเหนื่อย ๆไม่ได้ 

นึกแล้ว  เสียดายที่บ้านเราไม่ปลูกถั่วเขียวเป็นปุ๋ยพืชสดแบบเก่าอีกแล้ว  จะกินต้มถั่วทีต้องออกไปซื้อหาถึงร้านค้าร้านขาย  ไม่แน่ใจว่าคนปลูกใส่ยาอะไรมาบ้าง  ไม่รู้ว่าจะปลอดภัยจากสารเคมี  มีพิษตกค้างร้ายแรงแค่ไหน